หนังสือน่าอ่านสำหรับเด็ก

20 หนังสือน่าอ่านสำหรับเด็ก สนุกจนไม่อยากเล่นมือถือ

หนังสือสำหรับเด็กหรือวรรณกรรมเยาวชนนั้นมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับพัฒนาการทางด้านสมองและอารมณ์  ช่วยส่งเสริมให้เด็กมีความอดทน มีจิตใจอ่อนโยนต่อผู้อื่น  อันนำมาซึ่งความสงบสุขในสังคม มีความสร้างสรรค์ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเนื่องไป

และหนังสือสำหรับเด็ก 20 เรื่องที่ผู้เขียนนำมาเป็นตัวอย่างในวันนี้ก็เป็นเรื่องที่มีคุณค่า มีความสนุกสนานเพลิดเพลิน มีเอกลักษณ์ในแต่ละเรื่อง  ซึ่งสุดแล้วแต่ท่านจะพิจารณาเลือกเล่มใดเล่มหนึ่งไว้อ่านเพื่อความบันเทิง หรือจะซื้อให้บุตรหลานก็เป็นอะไรที่ดีเช่นกัน  งั้นเราไปดูกันเลยครับว่าในแต่ละเรื่องมีเนื้อหาน่าสนใจอะไรบ้าง



1. เกิดเป็นเด็กตลาด (ปกใหม่)

“ผู้เขียนเล่าความหลังครังยังเยาว์ที่ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านในตลาดจังหวัดนครปฐม…..ความสนุกสนานและสีสันของชีวิตวัยเยาว์ยังอ้อยอิ่งอยู่ในความรู้สึกเมื่อได้อ่าน ทั้งที่ผ่านมากว่า ๓๐-๔๐ ปีแล้ว….ผู้เขียนช่างเก็บรายละเอียดสิ่งละอันพันละน้อยได้อย่างน่าทึ่ง เสน่ห์อีกประการหนึ่งคือบอกเล่าด้วยภาษาซื่อๆ ง่ายๆ เป็นภาษาที่บริสุทธิ์…สำหรับผู้อ่านเยาวชนที่เกิดไม่ทันจะได้เรียนรู้ชีวิตและสังคมในวันวาน นับว่าได้ประโยชน์และความเพลิดเพลินใจไม่น้อย”

คำนำ:

รางวัลชมเชยจากการประกวดวรรณกรรมเยาวชนแว่นแก้ว ครั้งที่ ๗ ประเภทสารคดีสำหรับเยาวชน สมควรมอบให้แก่ เกิดเป็นเด็กตลาด อย่างยิ่ง นี่คือสารคดีที่อ่านสนุก ได้สาระในแง่ของภาพอดีต ให้ผู้อ่านซึมซาบความเป็นอยู่ วิถีชีวิต และข้าวของเครื่องใช้ ได้อย่างน่ารื่นรมย์ และอาจทำให้หลายๆ คนหวนคิดถึงวัยเด็กของตน วัยที่สุดสดใส ใช้ชีวิตเผ็ดๆ มันๆ เรียนรู้มิตรภาพความผูกพันอย่างเต็มที่ เป็นภาพความทรงจำอันงดงามเมื่อนึกถึง

เกิดเป็นเด็กตลาด ได้รับเกียรติจาก อรสม สุทธิสาคร บุคคลสำคัญในวงการสารคดีไทย นักเขียนสารคดีแถวหน้าผู้มีผลงานเชียนหนังสือแนวสารคดีหลายสิบเล่ม และอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ด้านสารคดี รับหน้าที่บรรณาธิการต้นฉบับและกลั่นคำนิยมอันมีค่า เสริมส่งให้หนังสือ เกิดเป็นเด็กตลาด ยิ่งงดงามแจ่มชัด กระตุ้นกล่องความทรงจำของใครๆ ให้มีความหมายขึ้นอีกครั้งอย่างเป็นพระคุณยิ่ง
นานมีบุ๊คส์



2. เมื่อฉันลงมือปลูกต้นไม้ (ปกใหม่)

ข้าพเจ้าตั้งใจเขียนสารคดีที่เกี่ยวกับการปลูกต้นไม้ และผองเพื่อนในวนสวนอักษร โดยเจตนาใช้สวนสมรมเป็นแกนร่วม ใช้รูปแบบของงานเขียนทั้งสารคดี บทกวี เรื่องสั้นและความเรียง มาผสมผสานกัน

“กว่าจะเป็นสวนได้สักแปลง ต้องลงทุนลงแรงกันหลายหน กว่าจะรวมกลุ่มคนมาสัมพันธ์ มาผูกพันกันได้ ต้องอาศัยวันเวลามาหล่อเลี้ยง ต้องอาศัยความรัก ความจริงใจ ความเอื้ออาทรมาถักทอก่อสายใย ข้าพเจ้าตั้งใจเขียนสารคดีที่เกี่ยวกับการปลูกต้นไม้ และผองเพื่อนในวนสวนอักษร โดยเจตนาใช้สวนสมรมเป็นแกนร่วม ใช้รูปแบบของงานเขียนทั้งสารคดี บทกวี เรื่องสั้นและความเรียง มาผสมผสานกัน…..”

คำนำ:

เมื่อฉันลงมือปลูกต้นไม้ กล่าวถึงสวนสมรม อันเป็นภูมิปัญญาการเกษตรของชาวใต้ โดยมนุษย์จะเป็นผู้ปลูกต้นไม้ชนิดละเล็กละน้อย แล้วปล่อยให้ธรรมชาติหล่อหลอมเลี้ยงดูต้นไม้จนเจริญเติบโต เช่นนั้นแล้วมนุษย์จึงมีผลผลิตให้กินใช้ตลอดปี พร้อมกับที่ระบบนิเวศได้ทำงานของมันเองอย่างปราศจากสิ่งรบกวนจากภายนอก นับเป็นวิถีชีวิตอันเฉลียวฉลาดของการอยู่ร่วมกันอย่างสอดคล้องและมีความสุข ทว่าพร้อมกันนั้น สมใจ สมคิด ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ก็ได้สะท้อนภาพสังคมยุคใหม่ที่เหินห่างจากความสุขเรียบง่ายนี้ไปทุกขณะไปด้วยเช่นกัน มนุษย์ซึ่งดำเนินชีวิตอยู่ท่ามกลางความกร้าวกระด้าง เย็นชา จ้องตึกสูง พร้อมกับที่หัวใจเริ่มเมินเฉยต่อความเป็นไปของธรรมชาติ รวมทั้งต่อผู้คนด้วยกันเอง

เมื่อฉันลงมือปลูกต้นไม้ จึงไม่เป็นเพียงการชักชวนให้หันกลับไปหาภูมิปัญญาอันมีค่า หรือชวนให้เริ่มปลูกต้นไม้เพื่อเป็นการอนุรักษ์ หรือเพื่อความสุขของผู้ปลูกเท่านั้น แต่ผู้เขียนกำลังยกภาพสวนสมรมขึ้นเป็นตัวอย่างของวิถีที่ควรเป็นไประหว่างมนุษย์กับสิ่งรอบข้าง ทั้งต่อต้นไม้ สรรพสัตว์ นก หนอน แมลง หรือแม้แต่มนุษย์ผู้อาศัยอยู่ร่วมกันบนผืนแผ่นดิน ให้ร่วมกันปลูก “ต้นไม้” ซึ่งไม่เพียงในความหมายของพืชพันธุ์ แต่รวมถึงสิ่งดีงามอันจะช่วยจรรโลงให้โลกนี้สวยงาม และเป็นต้นกำเนิดของความสุขอันจะไม่มีวันสูญเสียไป

นานมีบุ๊คส์



3. ชาร์ล็อตต์ แมงมุมเพื่อนรัก (Charlotte’s Web)

วรรณกรรมรางวัลนิวเบอรี นิตยสาร Time ยกย่องให้เป็นหนังสือเด็กที่ดีที่สุดในรอบทศวรรษ

รายละเอียด:

หนังสือนอกเวลาภาษาไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

มิตรภาพ ความรัก ความผูกพันที่น่าประทับใจ ระหว่างสัตว์ต่างเผ่าพันธุ์ คือหมูกับแมงมุม ในฟาร์มแห่งหนึ่ง หลายคนได้ทบทวนความจริงที่ว่า “บางครั้งชีวิตก็ไม่สมหวัง ไม่สมบูรณ์ แต่ทุกอย่างลุล่วงได้เพราะเรามีเพื่อน ( นิตยสาร TIME ฉบับส่งท้ายปี1999 ยกย่องให้เป็นหนังสือเด็กที่ดีที่สุดในรอบศตวรรษ )



4. เด็กชายในชุดนอนลายทาง

เรื่องราวของมิตรภาพซึ่งงอกงามขึ้นในสถานที่เหนือความคาดหมาย

รายละเอียด:

ด็กชายในชุดนอนลายทาง เป็นวรรณกรรมเยาวชน (ที่ผู้ใหญ่ก็อ่านได้) เรื่องแรกของ จอห์น บอยน์ นักเขียนชาวไอริช ผู้เกิดที่เมืองดับลินในปี ค.ศ.1971 เขาเกิดแรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องนี้และลงมือเขียนร่างแรกเสร็จภายในสองวันครึ่ง โดยแทบไม่ได้หลับได้นอน และเมื่อวางแผง หนังสือก็สร้างประวัติศาสตร์ให้แก่ชาร์ตหนังสือไอร์แลนด์ด้วยการครองอันดับหนึ่งนานถึง 57 สัปดาห์ ทั้งยังเป็นหนังสือขายดีอันดับหนึ่งในอีกหลายประเทศ และค่ายมิราแมกซ์ (Miramax) ยังได้ซื้อลิขสิทธิ์ไปสร้างภาพยนตร์ซึ่งออกฉายเมื่อปี ค.ศ.2008

เด็กชายในชุดนอนลายทาง คือเรื่องราวจากหน้าประวัติศาสตร์เล่าผ่านมุมมองของ ‘บรูโน’ เด็กชายวัยเก้าขวบผู้ไร้เดียงสา ที่ต้องจากบ้านของตัวเองมาอยู่ในบ้านหลังใหม่ซึ่งต่างไปจากเดิมมาก เขาต้องพยายามทำความเข้าใจว่าสถานที่แห่งใหม่นี้คือที่ไหน และเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ผู้เขียนคิดว่าการจะอ่านเรื่องนี้ให้สนุก ควรอ่านโดยที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นไร และดื่มด่ำไปกับปริศนาที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัด ปกหลังของหนังสือฉบับพิมพ์ครั้งแรกจึงบอกไว้แต่เพียงว่า หากคุณอ่านหนังสือเล่มนี้ คุณจะออกเดินทาไปพร้อมกับเด็กชายวัยเก้าขวบชื่อบรูโน และไม่ช้าไม่นาน คุณกับบรูโนจะไปถึงรั้วแห่งหนึ่ง รั้วเช่นนี้มีอยู่ทั่วทุกแห่งบนโลก เราหวังว่าคุณจะไม่มีวันต้องเผชิญกับมัน



5. บ้านเล็กฯ บ้านเล็กในป่าใหญ่ (ใหม่)

สำหรับผู้อ่านที่เคยประทับใจกับวรรณกรรมคลาสสิกชุดนี้ ไม่ควรพลาดกับการนำกลับมาตีพิมพ์อีกครั้งในขนาดรูปเล่มที่กะทัดสวยงาม ควรค่าแก่



6. ความสุขของกะทิ

เสียงกระทะกับตะหลิว ปลุกกะทิให้ตื่นขึ้นเหมือนวันก่อนๆ ที่จริงแล้วกลิ่นหอมกรุ่นๆ ของข้าวสุกก็มีส่วนด้วย รวมทั้งกลิ่นควันจากเตาและกลิ่นไข่ทอด แต่เสียงตะหลิวเคาะกระทะต่างหากที่ดึงกะทิให้พ้นจากภวังค์นิทราและภาพฝันสู่วันใหม่ กะทะไม่เคยใช้เวลาล้างหน้าแต่งตัวนาน ตาล้อบ่อยๆ ว่าวิ่งผ่านน้ำเสร็จแล้วหรือ ยายหันมามองเมื่อกะทิเข้ามาในครัวยายไม่เคยยิ้มตอบหรือทักทาย ตาบอกว่ายิ้มของยายมีน้อยต้องสงวนเอาไว้อัดกระป๋องส่งออกไปขายต่างประเทศ กะทิคดข้าวใส่ขัน สีขาวๆ ของข้าวสวยเข้ากันดีกับอากาศสดชื่นยามเช้าแบบนี้ ไออุ่นจากขันข้าวในอ้อมแขนแผ่ซ่านทั่วทั้งอก และใจที่รัวจังหวะกระชั้นขึ้นเมื่อกะทิออกวิ่งไปท่าน้ำ

ตานั่งอ่านหนังสือพิมพ์รออยู่แล้วกับถาดอาหารเหมือนเคย ไม่นานเสียงพายกระทบน้ำก็ดังขึ้น พร้อมกับที่หัวเรือพ้นคุ้นน้ำออกมาให้เห็น สีจีวรของหลวงลุงเพิ่มความสดใสให้บรรยากาศ พี่ทองลูกศิษย์ยิงฟันขาวมาแต่ไกล ตาบอกว่าพี่ทองน่าไปอยู่คณะตลกชวนยิ้ม ยิ้มของพี่ทองเหมือนโรคติดต่อ ยิ้มที่ส่งมาจากหัวใจระรื่น ต่อสายตรงถึงปากและแววตา แผ่รัศมีเป็นคลื่นรอบๆ เหมือนเวลาโยนก้อนหินลงในน้ำ จนคนรอบข้างรู้สึกได้

รีวิวโดยสำนักพิมพ์ : ความสุขของกะทิ

อาจจะเจ็บปวดสำหรับเด็กหญิงเล็กๆ คนหนึ่ง แต่มันก็คือความจริงที่เธอต้องยอมรับและผ่านมันไปให้ได้ กะทิก็เช่นกัน คนรอบข้าง คนที่รักเธอ ก็คงทำได้แค่คอยประคับประคองและเป็นกำลังใจ และวันที่เธอผ่านไปได้ กะทิก็กลายเป็นกะทิคนใหม่ที่เข้าใจโลกเล็กๆ ของตัวเอง ตามแบบของตัวเอง ที่สำคัญ คนเราเมื่อหมดข้อสงสัยข้อเคลือบแคลงต่อความรัก หัวใจก็เป็นอิสระ “ความสุข” ของกะทิก็เป็นด้วยเหตุนี้กระมัง

แพรวสำนักพิมพ์



7. ซาดาโกะกับนกกระเรียนพันตัว

เรื่องราวที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง ความกล้าหาญ และศรัทธา ของเด็กผู้หญิงตัวน้อย เค้าโครงจากชีวิตจริงของซาดาโกะวีรสตรีของเด็กๆ ชาวญี่ปุ่น

จากชีวิตจริงของซาดาโกะ ซาซากิ เด็กหญิงชาวฮิโรชิม่า จังหวัดหนึ่งในญี่ปุ่นที่ถูกทิ้งระเบิดนิวเคลียร์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี 1945 ขณะนั้นซาดาโกะอายุเพียง 2 ขวบเมื่อมีการทิ้งระเบิด ซาดาโกะล้มป่วยเป็นโรคลูคิเมียเมื่ออายุ 11 ปี ชีวิตที่ต้องต่อสู้กับโรคร้ายสร้างความหมดอาลัยตายอยากแก่ซาดาโกะ แต่เธอก็เข้มแข็งและมีกำลังใจมากขึ้นเมื่อได้ยินตำนานหนึ่งซึ่งเล่าว่าหากพับนกกระเรียนกระดาษได้ 1,000 ตัวเมื่อไหร่ สิ่งที่อธิษฐานไว้จะกลายเป็นจริง ซึ่งซาซากิอธิษฐานของให้มีชีวิตรอดเพื่อทำความฝันหลายๆอย่างให้เป็นจริง

แต่สุดท้ายซาดาโกะก็เสียชีวิตลงก่อนจะพับนกกระเรียนครบ 1000 ตัว หลังจากที่ซาดาโกะเสียชีวิต ครอบครัวและเพื่อนๆ ตลอดจนผู้ที่รับรู้เรื่องราวของซาดาโกะก็ช่วยกันพับนกกระเรียนจนครบ 1000 ตัวและฝังไปพร้อมกับซาดาโกะ เรื่องราวของซาซากิบอกเล่าถึงผลพวงอันเลวร้ายของสงครามซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะเด็กๆ กลายเป็นหนังสือที่แรงบันดาลใจในการสร้างสันติภาพแก่โลกนี้

รีวิวโดยสำนักพิมพ์ : ซาดาโกะกับนกกระเรียนพันตัว

ซาดาโกะกับนกกระเรียนพันตัว หรือ Sadako and the Thousand Paper Cranes เป็นวรรณกรรมเยาวชนอิงประวัติศาสตร์ ที่แต่งโดยเอเลนอร์ คอร์ นักเขียนชาวแคนนาดา-อเมริกัน หนังสือเล่มนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากชีวิตจริงของเด็กผู้หญิงผู้กล้าหาญคนหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น

เมื่อซาดาโกะ เด็กหญิงวัย 11 ขวบ ผู้อาศัยอยู่ในเมืองฮิโรชิมา ป่วยเป็นโรคร้ายจากเหตุสงคราม เธอจะต่อสู้กับความเจ็บปวดในครั้งนี้ได้อย่างไร และนกกระเรียนกระดาษหนึ่งพันตัวจะนำพาความหวังมาให้เธอจริงหรือไม่ ติดตามได้ในเล่มนี้

สำนักพิมพ์แพรวเยาวชน



8. ในสวนลับ The Secret Garden (ฉบับปกอ่อน)

เรื่องราวความสัมพันธ์ของเด็ก 3 คน กับสวนลับ 1 แห่ง ที่ทั้งหมดค่อยๆ ช่วยเปลี่ยนชีวิตของกันและกันให้ดีขึ้น

มารี เลนน็อกซ์ …เด็กหญิงอารมณ์ร้าย เอาแต่ใจต้องย้ายมาอยู่ในคฤหาสน์ของลุงซึ่งมีลูกชายขี้โรคหนึ่งคน ชื่อ “คอลลิน” …เขาเอาแต่นอนอยู่บนเตียง เดินแทบจะไม่ได้ แล้ววันหนึ่งมารีก็เจอสวนลับที่ถูกปิดตายมานานโดยบังเอิญ และได้รู้จักกับ “ดิคคอน” …เด็กหนุ่มที่เข้ามาเปลี่ยนทัศนคติการใช้ชีวิตของมารี ให้ค่อยๆ ดีขึ้น ทั้งสามคนกลายมาเป็นเพื่อนกัน และใช้เวลาร่วมกันในสวนลับแห่งนั้น มารีนิสัยดีขึ้น อ่อนโยนลง ส่วนคอลลินก็แข็งแรง และร่าเริงขึ้นในที่สุด

รีวิวโดยสำนักพิมพ์ : ในสวนลับ The Secret Garden (ฉบับปกอ่อน)

ชีวิตคนเราอาจมีหลายเหตุการณ์ที่ไม่สามารถให้เหตุผลได้ว่าเกิดขึ้น เพราะอะไร บางคนเรียกมันว่าปาฏิหาริย์ บางคนเรียกว่าความเชื่อมั่น ศรัทธา บางคนบอกว่าเป็นความบังเอิญ ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนมีมุมมองต่อเรื่องราวของโลกอย่างไร

การพลิกฟื้นของเด็กชายคนหนึ่งกับสวนแห่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเกี่ยวโยงสัมพันธ์ด้วยเรื่องของธรรมชาติหรือปาฏิหาริย์ มันก็คือความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของชีวิต-ชีวิตที่สามารถงอกงามเติบโตได้อีกครั้ง เพียงเพราะความศรัทธาและกำลังใจอันแข็งแกร่ง

กำลังใจและศรัทธานั้นมาจากไหนไม่มีใครรู้ เหมือนจู่ๆ แสงอาทิตย์ก็สาดส่องลงมาบนพื้นโลก และพลิกชีวิตที่ใกล้สิ้นหวังให้กลับมีพลังนี่ไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์หรอกหรือ โลกเรามีเรื่องมหัศจรรย์เกิดขึ้นทุกนาที ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมองเห็นและมีศรัทธาต่อมัน

สำนักพิมพ์แพรวเยาวชน



9. หลุม Holes

เรื่องราวการเผชิญหน้า และต่อสู้กับปัญหาทั้งที่เกิดขึ้นกับคนอื่น และที่เราสร้างขึ้นมาเอง ผ่านตัวละครอ่อนปวกเปียกไร้ความมั่นใจอย่าง สแตนเลย์

วิพากษ์วิจารณ์สังคม อำนาจ ระบบชนชั้น การศึกษา “หลุม”…บอกเล่าเรื่องราวการเผชิญหน้า และต่อสู้กับปัญหาทั้งที่เกิดขึ้นกับคนอื่น และที่เราสร้างขึ้นมาเอง ผ่านตัวละครอ่อนปวกเปียกไร้ความมั่นใจอย่าง “สแตนเลย์ เยลแนตส์” “หลุมแรกนะยากที่สุด”…สแตนเลย์ได้ยินคำนี้ขณะขุดหลุมแรกในชีวิตของเขา ณ ค่ายกักกันเด็กกรีนเลค สแตนเลย์ถูกส่งตัวมาที่นี่ด้วยข้อหาขโมยรองเท้า(ซึ้งเจ้าตัวยืนยันว่าไม่ได้ทำ)ก่อนจะเข้ารับโปรแกรมดัดความประพฤติประจำค่ายด้วยการขุดหลุมวันละหนึ่งหลุม(ทุกวัน)

เรื่องของสแตนเลย์คงเป็นเรื่องธรรมดาถ้าไม่บังเอิญว่า ผู้คุมค่ายเป็นสตรีลึกลับจิตสกปรกที่หวังสมบัติใต้ผืนดิน มากกว่าหวังจะดัดนิสัยเด็ก และเรื่องก็คงจะธรรมดาเกินไป ถ้าไม่บังเอิญเกิดเหตุการณ์ให้สแตนเลย์ต้องไปใช้ชีวิตอยู่กลางทะเลทรายกับเด็กชายซีโร่เพื่อนรักจนเกือบเอาชีวิตกลับมาที่ค่ายไม่รอด “เมื่อทั้งชีวิตนายต้องใช้เวลาอยู่ในหลุม ทางเดียวที่นายจะไปต่อได้คือปีนกลับขึ้นไป”

วรรณกรรมเยาวชนชนะเลิศรางวัล National Book Award และนิวเบอรีอะวอร์ด อันดับ 1 หนังสือขายดีของนิวยอร์กไทม์



10. วินนีเดอะพูห์ Winnie the Pooh (ปกใหม่)

“หมีพูห์” เป็นที่รู้จักในบ้านเรา จากการ์ตูนของ “วอลท์ ดิสนีย์” ซึ่งนำเอาพูห์มาลงสีสดใส เป็นเจ้าหมีตัวอ้วนกลมสีเหลืองใส่เสื้อสีแดง เรื่องราวของพูห์ก็เหมือนสังคมที่เด็กๆ อยู่ร่วมกัน มีทั้งความสนุกสนานและเสียงหัวเราะ มีทั้งปัญหาและความขัดแย้ง แต่ด้วยมุมมองและวิธีคิดแบบเด็กๆ ซึ่งหลายครั้งก็ง่ายและลึกซึ้งอย่างไม่น่าเชื่อ ก็ทำให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี นอกเหนือจากความสนุกสนานแล้ว วิธีคิดแบบง่ายๆ ซื่อๆ แบบหมีพูห์ น่าจะสร้างแรงบันดาลใจและเป็นกำลังใจแก่ผู้อ่านได้ ไม่เพียงแต่เด็ก ๆ หากรวมถึงผู้ใหญ่ด้วย

“หมีสมองเล็ก” ตัวนี้ “เอ.เอ.มิลน์” เขียนเรื่องนี้เมื่อปี พ.ศ. 2469 จากนิทานที่เล่าให้ลูกชายฟังก่อนนอน เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์ต่างๆ ในป่าร้อยเอเคอร์ ซึ่งแน่นอนว่ามีเด็กอยู่เพียงคนเดียวในเรื่อง ก็คือ “คริสโตเฟอร์ โรบิน” ลูกชายของผู้เขียนนั่นเอง



11. Box Set บ้านเล็กในป่าใหญ่ 1-12 (พิมพ์ใหม่)

วรรณกรรมเยาวชนสุดคลาสสิค บ้านเล็กในป่าใหญ่ 12 เล่ม (บ้านเล็กในป่าใหญ่ Little House BOXSET 9 เล่ม ) กะทัดรัดสวยงาม สอดแทรกเรื่องราวภูมิศาสตร์และสังคมศาสตร์ ของอเมริกา ควรค่าแก่การเก็บไว้

สำหรับผู้อ่านที่เคยประทับใจกับวรรณกรรมคลาสสิกชุดบ้านเล็กนี้ ไม่ควรพลาดกับการนำกลับมาตีพิมพ์อีกครั้งในขนาดรูปเล่มที่กะทัดสวยงาม ควรค่าแก่การเป็นเจ้าของอย่างยิ่ง หนังสือแปลชุดนี้จะทำให้เราได้เรียนรู้ถึงประวัติศาสตร์ของชาวอเมริกันได้เป็นอย่างดี เพราะสอดแทรกเรื่องราวและสภาพทางด้านภูมิศาสตร์ สังคมศาสตร์ รวมถึงเราจะได้ทราบว่ากว่าที่ชาติมหาอำนาจอย่างอเมริกาจะมาเป็นยักษ์ใหญ่เท่าทุกวันนี้ ชาวอเมริกันต้องฟันฝ่าและต่อสู้กับธรรมชาติ ความยากลำบากข้นแค้นขนาดไหน จนกลายมาเป็นชาติมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกได้

หนึ่งในหนังสือชุด บ้านเล็ก วรรณกรรมเยาวชนคราสสิค ผลงานของ ลอร่า อิงกัลล์ส ไวล์เดอร์ จากสำนวนการแปลของ สุคนธรส





12. เจ้าชายน้อย The Little Prince (ฉบับ 2 ภาษา Thai-English)

เราจะมองเห็นทุกอย่างได้ถ่องแท้เมื่อใช้หัวใจสิ่งสำคัญไม่อาจมองเห็นได้ด้วยดวงตา

เจ้าชายน้อย หนังสือเล่มเล็กๆ ที่เปี่ยมด้วยความลี้ลับอันมีเสน่ห์ที่อ่านได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เมื่ออ่านในระดับหนึ่งจะเห็นว่าเป็นเรื่องเล่าของนักบินที่บังเอิญมาพบกับเด็กชายจากต่างดาวคนหนึ่งกลางทะเลทรายนั่นก็คือ เจ้าชายน้อย ตามชื่อเรื่องนั่นเอง

เรื่องราวบอกเล่าการเดินทางระหว่างดวงดาวต่างๆ ของเขาแต่เมื่ออ่านเรื่องนี้ในอีกระดับ ก็จะเห็นว่าเป็นเรื่องเล่าที่ชวนให้ขบคิดเกี่ยวกับแง่มุมต่างๆ ของมนุษย์ วรรณกรรมชิ้นนี้ติมพิมพ์เมื่อปี 1943 หนึ่งปีก่อนที่นักเขียนจะเสียชีวิต



13. ชีวิตมหัศจรรย์ของออกัสต์

เรื่องราวของเด็กชายผู้หน้าตาน่าเกลียดที่สุดในโลก

พบกับเรื่องราวของเด็กชายผู้หน้าตาน่าเกลียดที่สุดในโลก “ออกัสต์ พูลล์แมน” เด็กชายอายุ 10 ขวบที่บ้าสตาร์วอร์ส ชอบกินไอติม ติดเกมเอ็กซ์บอกซ์ มีครอบครัวที่อบอุ่น ออกัสต์เป็นเด็กดี ฉลาด มีอารมณ์ขัน และเข้าใจสิ่งต่างๆ ในชีวิตดีมาก เขาจึงเข้าใจว่าทำไมเด็กทุกคนถึงได้กรีดร้องและวิ่งหนีเวลาเห็นหน้าเขา ผู้ใหญ่บางคนก็เบือนหน้าหนี นั่นเพราะใบหน้าเขาผิดรูปผิดร่าง ตั้งแต่หูทั้งสองข้างที่ดูเผิน ๆ เหมือนเขาไม่มีหู ตาเล็ก ๆ เฉียง ๆ อยู่ผิดตำแหน่ง ปากแหว่งเพดานโหว่กินอะไรก็หกเลอะเทอะ หน้าตาเขาน่าเกลียดที่สุดเกิดกว่าที่ใครจะคิดจินตนาการได้   

    การเกิดเป็นมนุษย์หน้าตาปกติที่ต้องผ่านช่วงชีวิตต่าง ๆ นั้น ย่อมมีปัญหามากมายพออยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเด็ก ๆ อย่างการทะเลาะกับเพื่อนในโรงเรียน พ่อแม่ไม่เข้าใจลูก หรือปัญหาใหญ่กว่านั้นในการเข้าสังคม ทว่า สำหรับเด็กชายผู้มีหน้าตาน่าเกลียดที่สุดในโลกคนนี้ ย่อมต้องแบกรับความลำบากทั้งหมดหนักกว่าคนอื่นหลายเท่า และการที่คนโชคร้ายแบบนี้จะอยู่อย่างมีความสุขไปได้ตลอดรอดฝั่ง ก็ต้องอาศัยปริมาณความรักจากผู้คนรอบข้างจำนวนมหาศาล



14. เกาะมหาสมบัติ

ในวัยเด็ก สตีเวนสันเป็นวัณโรค ได้แต่อยู่บนเตียง ทำได้เพียงอ่านและเขียนหนังสือ ด้วยเหตุนี้เขาจึงอยากเป็นนักเขียน ผลงานของเขาที่รู้จักกันทั่วโลกก็คือ “เกาะมหาสมบัติ”

อดีตกะลาสีเรือผู้ชราเสียชีวิตลงโดยทิ้ง “สมุดบันทึก” และ “แผนที่” ซึ่งนำไปสู่ “เกาะที่ซ่อนสมบัติ” ของโจรสลัดไว้ เมื่อ “จิม” และแม่ไปเจอ 2 สิ่งนั้นเข้า เรื่องราวการผจญภัยสู่เกาะที่ซ่อนมหาสมบัติและการต่อสู้กับโจรสลัดแห่งทะเลแคริบเบียนก็เปิดฉากขึ้น!

  • เป็นวรรณกรรมอังกฤษที่ ริเริ่มสร้างภาพโจรสลัดที่ติดตาคนในสื่อยุคปัจจุบัน
  • เหมาะกับเด็ก ๆ ที่เริ่มอ่านวรรณกรรม เพราะเป็นฉบับย่อที่เล่าเรื่องอย่างกระชับ สำนวนอ่านง่าย
  • แต่ละบทมีเกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์แทรกอยู่ตอนท้าย ทำให้เข้าใจโลกในยุคของเกาะมหาสมบัติได้ดีขึ้น



15. ดัสต์ ซิตี้

ชีวิตไม่ใช่เทพนิยายเมื่อพ่อของคุณเป็นหมาป่าผู้ฆ่าหนูน้อยหมวกแดง

“เฮนรี่ เวลป์” หมาป่าวายร้าย หรืออาจจะเป็นในสักวัน เมื่อพ่อของเขาเป็นฆาตกรฆ่าหนูน้อยหมวกแดงและคุณยาย ทุกคนจึงเหมารวมว่าเฮนรี่คงไม่ต่างอะไรจากพ่อ เป็นหลายปีที่เขาใช้ชีวิตเงียบ ๆ ใน “ดัสต์ ซิตี้” เมืองศูนย์กลางที่ขึ้นชื่อเรื่องตลาดมืด จนกระทั่งคดีฆาตกรรมที่สถานพินิจบังคับให้เฮนรี่ต้องหลบหนี เขาเริ่มสงสัยว่าพ่อของเขาอาจถูกจัดฉาก

  • จินตนาการได้เทียบเท่าเทพนิยายกริมม์
  • ผู้เขียนใช้ฝีมือการประพันธ์รังสรรค์เทพนิยายให้เป็นเรื่องท้าทายความคิด
  • ดำเนินเรื่องโดดเด่น มีจินตนาการลึกล้ำ เข้าใจใช้ตัวละครชื่อดังและสัญลักษณ์ของเทพนิยายตัดกับฉากลึกลับ
  • เป็นเทพนิยายที่แยบยลและถึงใจ เร้าความสนใจผู้อ่านได้ดีเยี่ยม

คำนิยม

“ดัสต์ ซิตี้ จินตนาการได้เทียบเท่านิยายกริมม์”
    — Edmonton Journal —

“เวสตันใช้ฝีมือการประพันธ์รังสรรค์เทพนิยาย ให้เป็นเรื่องท้าทายความคิด”
    — Kirkus Reviews —

“ดำเนินเรื่องโดดเด่น มีจินตนาการลึกล้ำ เข้าใจใช้ตัวละครชื่อดังและสัญลักษณ์ของเทพนิยายตัดกับฉากลึกลับ”
    — Publishers Weekly —

“เป็นเทพนิยายที่แยบยลและถึงใจ เร้าความสนใจผู้อ่านได้ดีเยี่ยม”
    — Booklist —



16. เด็กชายต้นไม้

  • นวนิยายสำหรับเยาวชน แว่นแก้ว รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ครั้งที่ 14

ต้นตะแบกใหญ่ยืนต้นเดียวดายหลังโรงเรียน ต้นหางนกยูงดอกสีแดงสวย ต้นไม้ทุกต้นล้วนมีชีวิต มีจิตใจ และมีความลับ เด็กชายต้นไม้ล่วงรู้ความลับของพวกเขา แต่ความลับของเด็กชายผู้นี้ล่ะ ใครจะเป็นผู้หาพบ

เปิดเทอมวันแรก สามเพื่อนซี้ “ละไม”  “กระแต” และ “ดิน” ได้รู้จักเพื่อนใหม่ “อาศา” เป็นเด็กฝรั่งผิวขาว จมูกโด่ง ผมสีน้ำตาล ที่พูดไทยชัดถ้อยชัดคำอย่างไม่น่าเชื่อ แต่เรื่องน่าแปลกใจของเพื่อนใหม่ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ละไมสังเกตว่าอาศาไม่ค่อยพูดคุยเล่นหัวกับเพื่อนร่วมชั้น แต่ชอบไปนั่งเล่นตามใต้ต้นไม้และทำท่าแปลก ๆ เหมือนพูดคุยกับต้นไม้ได้ โดยเฉพาะต้นตะแบกหลังโรงเรียน ความช่างสังเกตนี้เองทำให้เธอค้นพบความลับอันยิ่งใหญ่ของอาศา ที่จะช่วยให้เด็ก ๆ เรียนรู้วิธีต่อสู้กับภัยต้นไม้อย่างภาวะโลกร้อนด้วยสองมือเล็ก ๆ ของพวกเขาเอง

คำนิยม

เสียงเพรียกจากธรรมชาติ ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องช่วยกัน ในภาวะที่โลกธรรมชาติถูกทำลายด้วยน้ำมือมนุษย์จนเข้าขั้นวิกฤตการร่วมด้วยช่วยกันฟื้นฟูรักษาธรรมชาติเป็นความจำเป็นเร่งด่วน หากโลกธรรมชาติมีความรู้สึกนึกคิดเช่นมนุษย์ เขาบอกเล่าอะไรให้มนุษย์ได้รับรู้ นวนิยายเรื่องเด็กชายต้นไม้ นำผู้อ่านไปสู่จิตนาการมหัศจรรย์ ชวนฉงนน่าติดตาม เมื่อเด็ก ๆ ได้สัมพัสและเรียนรู้ที่จะรักและอยู่กับธรรมชาติ รวมทั้งมุ่งมั่นตั้งใจไปสู่อาชีพเพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติที่ยังไม่เป็นที่รับรู้มากนักในสังคมไทย แน่นอนว่า เมื่อเยาวชนตระหนักและมีสำนึกรักธรรมชาติ พวกเขานั่นเองที่เป็นความหวังของโลกและมนุษยชาติในอนาคต

— รองศาสตราจารย์ ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร —
นายกสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์



17. ครูไหวใจร้าย

  • “ครูไหวใจร้าย” หนังสือดีที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน เล่มหนึ่ง ในจำนวน 100 เล่ม จากการคัดเลือกโดยโครงการวิจัยของ สกว. พ.ศ. 2543

หนังสือดีที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน เล่มหนึ่งในจำนวน 100 เล่ม จากการคัดเลือกโดยโครงการวิจัยของ สกว. พ.ศ.2543

ภาพของ “ครูไหวใจร้าย” หรือครูคนใดก็ตามที่ถูกต่อท้ายชื่อด้วยคำว่า “ใจร้าย” อาจหาได้ยากในยุคสมัยที่ระบบการศึกษาพัฒนามาถึงปัจจุบัน แต่เรื่องที่จะปรากฏต่อไปนี้ เคยเกิดขึ้นแก่เด็กหลายคน แม้เหตุการณ์จะไม่เหมือนกันทุกแง่มุมก็ตาม ผู้อ่านที่ผ่านวัยเด็กมานานจนมีลูกมีหลานไปแล้ว เรื่องนี้อาจทำให้ระลึกถึงความหลัง คิดถึงครูบางคนที่เข้มงวดกวดขัน ซึ่งบางทีก็ไม่เข้าท่าในสายตาของเด็ก

ทว่าเมื่อเวลาผ่านพ้นมานานหลายสิบปี จนถึงบัดนี้ ความรู้สึกในวัยเด็กอาจเปลี่ยนไป กลายเป็นนึกรักครูที่เข้มงวดคนนั้นขึ้นมาก็ได้ และสำหรับคนในยุคนี้ที่ไม่มีโอกาสพบความตื่นเต้น (เพราะคงไม่มีครูคนไหนดุและเอาจริงเอาจังดังเช่นในยุคก่อน) ก็อาจบอกตัวเองว่า “โชคดีที่ไม่ได้เกิดในยุคนั้น” แต่หากมองในอีกมุมหนึ่งแล้ว น่าจะพูดได้ว่า “เสียดายที่พลาดเหตุการณ์สำคัญไป” อย่างไรก็ตามเรื่องราวของ “ครูไหวใจร้าย” และตัวละครอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง คงจะช่วยให้ผู้อ่านระลึกนึกถึง “สิ่งดี ๆ” ได้บ้าง…



18. ปาฏิหาริย์แมวลายส้มผู้พิทักษ์หนังสือ : The Cat Who Loved to Protect Books

  • ผลงานแฟนตาซีจากนักเขียนชื่อดัง “นัตสึคาวะ โซสุเกะ” ถูกแปลไปแล้วกว่า 15 ภาษาทั่วโลก และได้รับรางวัลรองชนะเลิศ Japan Bookseller Award นิยายญี่ปุ่นร่วมสมัยที่ถูกยกย่องในระดับสากลว่าเป็นผลงานชั้นยอด เรื่องราวอันสนุกสนาน เต็มไปด้วยประเด็นให้ฉุกคิดว่า “ทุกวันนี้เราอ่านหนังสือไปเพื่ออะไรกันแน่”

นี่คือนิยายที่คนรักหนังสือและแมวจะต้องหลงใหล เมื่อแมวตัวหนึ่งในร้านหนังสือได้พาหนุ่มน้อยไปผจญภัย เพื่อปกป้องหนังสือไม่ให้หายไปจากโลกใบนี้

“นัตสึกิ รินทาโร่” นักเรียนหนุ่มมัธยมปลาย อาศัยอยู่กับปู่ที่เป็นเจ้าของร้านหนังสือเก่าแห่งหนึ่ง เมื่อปู่เสียชีวิตกะทันหัน เด็กหนุ่มได้รับสืบทอดกิจการ แต่ตัวเขากลับไม่มั่นใจว่าจะทำได้ ในตอนนั้นเองแมวลายส้มพูดได้ที่แอบอยู่ในร้านก็ปรากฏตัว แมวตัวนี้ขอให้รินทาโร่ร่วมเดินทางไปปกป้อง “หนังสือ” ให้พ้นจากเงื้อมมือของ “ศัตรู” ที่เกลียดชังหนังสือ การผจญภัยในเขาวงกตของคนกับแมวจึงเริ่มต้นขึ้น

    พวกเขาประสบกับเหตุการณ์น่าอัศจรรย์มากมาย ศัตรูที่พานพบต่างอ้างสารพัดเหตุผลอันชอบธรรมเพื่อให้ตัวเองเป็นผู้ชนะในโลกนี้ คำกล่าวอ้างของคู่ต่อสู้ตัวฉกาจเริ่มทำให้เขาไขว้เขวว่าสิ่งใดคือความจริงกันแน่ ยิ่งเรื่องราวดำเนินไป “รินทาโร่” ก็ยิ่งเติบโตขึ้นอย่างสง่างามและกล้าหาญ เขาชี้ให้ศัตรูเหล่านั้นเข้าใจถึงความวิเศษของหนังสือ พร้อมกับได้แก้ไขปมบางอย่างในใจของตัวเอง ความรักอย่างสุดหัวใจที่รินทาโร่มีต่อหนังสือและมิตรภาพระหว่างคนกับแมวจะช่วยให้พวกเขาฝ่าฟันเขาวงกตอันน่าสะพรึงกลัวได้สำเร็จหรือไม่?

    นี่คือนิยายที่คนรักหนังสือจะต้องหลงรัก เมื่อแมวตัวหนึ่งในร้านหนังสือมือสอง จะพาไปผจญภัยในโลกอีกใบที่เต็มไปด้วยหนังสือ โดยมีภารกิจช่วยต่อชีวิตให้หนังสือไม่สูญหายไป พบกับเรื่องราวที่จะสะท้อนคุณค่าที่แท้จริงของหนังสือ พร้อมไปกับแมวลายเสือ และหัวใจของคนอ่านในยุคนี้!

คำนิยม

สำหรับคนรักหนังสือ เรื่องราวนี้คือของรางวัลอย่างแท้จริง…เป็นหนังสือที่มาถูกเวลา พร้อมกับข้อถกเถียงเรื่องจำนวนที่ลดลงของผู้อ่านซึ่งกำลังคุกคามตลาดหนังสือ เป็นคำขอร้องจากใจเพื่อให้ความสำคัญกับหนังสือ แต่ก็นำเสนออย่างช่างคิด สง่างาม ไร้การปรุงแต่งอย่างเหลือเชื่อ เพราะใส่ความจริงและหัวใจเข้าไปด้วย เทียบได้กับ “เจ้าชายน้อย” ของอองตวน เดอ แซงเตกซูเปรี
    — ยูลีท วาน แวร์ทช์ —
       นิตยสาร Signatuur

    เป็นหนึ่งในหนังสือแสนพิเศษที่ทุกคนอยากอ่านทันที นับตั้งแต่คุณได้ฟังเรื่องราวของมัน หนังสือสำหรับทุกคนที่รักหนังสือ สำหรับทุกคนที่รักแมว และสำหรับทุกคนที่เชื่อว่าหนังสือนั้นมีพลังเปลี่ยนแปลงโลก ซึ่งหมายความว่ามันจะเป็นหนังสือที่ผู้อ่านหลายคนจะต้องหลงรัก! ฉันไม่ได้รู้สึกอย่างนี้กับนิยายมาตั้งแต่ตีพิมพ์เรื่อง The Guest Cat ของ Takashi Hiraide ซึ่งเป็นหนังสือขายดีของ New York Times และ Sunday Times
    — คริส ดอยล์ —
สำนักพิมพ์ Picador ประเทศอังกฤษ



19. ยายฝากบอกว่าขอโทษ

เอลซ่าเป็นเด็กเจ็ดขวบที่ “ไม่เก่งกาจอะไรในการเป็นเด็กเจ็ดขวบ” เธอทำหลายสิ่งที่เด็กเจ็ดขวบไม่ทำ การที่เธอต่างจากเด็กส่วนใหญ่ทำให้เธอเข้ากับใครไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นเอลซ่าก็หาได้แคร์ไม่

เอลซ่าเป็นเด็กเจ็ดขวบที่ “ไม่เก่งกาจอะไรในการเป็นเด็กเจ็ดขวบ” เธอทำหลายสิ่งที่เด็กเจ็ดขวบไม่ทำ ปีนรั้วสวนสัตว์ มวนบุหรี่ เข้าเกียร์รถเรอโนลต์ ไปซื้อไฟแช็กที่ร้านขายของ การที่เธอต่างจากเด็กส่วนใหญ่ทำให้เธอเข้ากับใครไม่ได้ เพื่อนไม่คบ ผู้ใหญ่ไม่รัก พ่อแม่แยกย้าย แต่ถึงอย่างนั้นเอลซ่าก็หาได้แคร์ไม่ “คนที่เจ๋งที่สุดจะต้องไม่เหมือนใคร” ยายเคยบอกไว้ และเอลซ่าบันทึกประโยคนี้ไว้ในหัวขณะเผชิญโลกดาร์ค ๆ ของเธอตามลำพัง

    ยายของเอลซ่าเป็นหญิงชราอายุเจ็ดสิบเจ็ดที่ “ไม่เก่งกาจในการเป็นคนอายุเจ็ดสิบเจ็ด” เช่นกัน ยายเคยเป็นหมอ ก่อนที่สังคมจะตัดสินว่ายายแก่เกินกว่าจะเป็นหมอได้อีกต่อไป “ดีด ๆ” คนส่วนใหญ่พูดถึงยายแบบนี้ ยายสร้างความเดือดร้อนให้ทุกคนทุกครั้งที่มีโอกาส ปาอึใส่ตำรวจ สูบบุหรี่ในโรงพยาบาล และเรื่องห่าม ๆ เกินเด็กทั้งหลายที่เอลซ่าทำ ก็มียายเป็นหัวโจกทั้งนั้น แต่ท่ามกลางความวุ่นวายที่เกิดขึ้น เอลซ่ารู้ว่ายายรักเธอยิ่งกว่าใคร และในทางกลับกัน เอลซ่าก็นับว่ายายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตที่เธอมีอยู่ “เด็กเจ็ดขวบทุกคนคู่ควรกับการมีซูเปอร์ฮีโร่เป็นของตัวเอง” ครั้งหนึ่งยายเคยบอกไว้ และสำหรับเอลซ่า ยายคือคนคนนั้น



20. แมววัด

สมุดบันทึก คือวิธีค้นหาอัจฉริยภาพของเด็กได้อย่างน่าอัศจรรย์

“ยูโตะ ฟุคะยะ” เด็กชายชาวญี่ปุ่น เริ่มเขียนเรื่องนี้ขณะอายุ 9 ขวบ ระหว่างบวชเป็นสามเณรช่วงปิดเทอม ก่อนเขียนบันทึกจริงจัง ยูโตะเล่าว่า สอบภาษาไทยได้คะแนนไม่ดี และไม่ชอบภาษาไทยนัก แต่หลังจากบันทึกไม่นาน บรรณาธิการก็บอกเด็กชายว่า ยูโตะจะเก่งภาษาไทย เพียงปีรุ่งขึ้น คำทำนายก็เป็นจริง ยูโตะพัฒนาภาษาไทยในโรงเรียนได้จนน่าอัศจรรย์ และกลายเป็นเด็กเก่งภาษาไทย ขณะเดียวกันก็ได้แสดงฝีมือวาดรูปที่เก็บซ่อนไว้ตลอดเวลาให้ปรากฏแพร่หลายจนเป็นรูปประกอบในหนังสือด้วย

    หนังสือเรื่อง “แมววัด” ของยูโตะ จึงนับเป็นผลงานอันไม่น่าเชื่อ และอาจจะไม่มีใครได้อ่าน หากเขามิได้เริ่มต้นในสมุดบันทึก


ลองอ่าน: คิดไม่ออก เขียนไม่ออกทำไงดี: ทำลายกำแพง Writer’s Block

Leave a Comment